จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ช้างวาดรูปศูนย์ฝึกลูกช้างลำปาง








ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=g5VlgsDAxQI
 ผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ. ลำปาง





ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=2a1ecDvTWo4
ประโยชน์ของระบบหมักผลิตก๊าซชีวภาพ



ด้านพลังงาน

- หุงต้มอาหาร แทนแก๊ส แอล พี จี (LPG) หรือแทนถ่านไม้, ไม้ฟืน

- เดินเครื่องยนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้าสำหรับกิจกรรมต่างๆภายในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

- เดินเครื่องยนต์เพื่อสูบน้ำ

ด้านสิ่งแวดล้อม

- ลดปัญหาของกลิ่นและก๊าซพิษ ไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นรบกวนผู้อยู่อาศัยบริเวณข้างเคียง

- ลดปัญหาการเกิดโรค ไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค และ สัตว์นำโรค

- ลดปัญหาต่อคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดแหล่งน้ำสาธารณะเน่าเสีย

ด้านปุ๋ย

- ใช้น้ำจากบ่อน้ำทิ้งเป็นปุ๋ยน้ำ

- กากมูลช้างที่ย่อยสลายแล้วนำไปเป็นปุ๋ยหรือนำไปผสมดินแล้วอัดเป็นแท่งเพาะชำ


คุณสมบัติของก๊าซชีวภาพ (เปรียบเทียบที่ขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร)

1. มีค่าความร้อนประมาณ 5,000 – 5,500 กิโลแคลลอรี่

2. น้ำมันดีเซล เท่ากับ 0.60 ลิตร

3. น้ำมันเบนซิน เท่ากับ 0.67 ลิตร

4. น้ำมันเตา เท่ากับ 0.81 ลิตร

5. พลังงานไฟฟ้า เท่ากับ 1 กิโลวัตต์ – ชั่วโมง

6. ก๊าซหุงต้ม (LPG) เท่ากับ 0.46 กิโลกรัม

7. ไม้ฟืน เท่ากับ 1.5 กิโลกรัม


การใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

1. ใช้ในการหุงต้มให้กับเจ้าหน้าที่และควาญช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยทั้งหมด

2. ใช้เดินเครื่องยนต์สูบน้ำ

3. สามารถลดค่าใช้จ่าย คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000.-บาท / เดือน หรือ 120,000.-บาท / ปี
ประโยชน์จากมูลที่ผ่านการหมักแล้ว

1. นำมาอัดเป็นแท่งเพาะชำ สำหรับเพาะชำกล้าไม้ดอก-ไม้ประดับ

2. นำมาผลิตเป็นปุ๋ยโบกาฉิ แจกจ่ายให้กับกลุ่มงานต่าง ๆ


ประโยชน์จากน้ำเสีย (น้ำจุลินทรีย์)

1. ใช้เป็นปุ๋ยน้ำรดพืช – ผัก ได้เป็นอย่างดี

2. น้ำจากบ่อก๊าซนำมาหมักเป็นหัวเชื้อ EM 5 (หรือ EM ขยาย) สำหรับฉีดพ่นไล่แมลงวัน ดับกลิ่น

ปรับสภาพน้ำฯ แทนหัวเชื้อ EM ที่จำหน่ายตามท้อง

ที่มา http://webboard.elephanthospital.com/viewtopic.php?f=12&t=14
ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพจากมูลช้าง (ELEPHANTS DUNG FERTILIZER)
สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปาง


        โครงการใช้ประโยชน์จากมูลช้างแบบครบวงจรทางธรรมชาติเพื่อเศรษฐกิจ สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปาง ได้จัดทำโครงการใช้ประโยชน์มูลช้างแบบครบวงจรทางธรรมชาติ เพื่อเศรษฐกิจขึ้น สืบเนื่องมาจากในสภาพธรรมชาติ ช้างถือเป็นสัตว์เบิกนำ เป็นผู้ที่ให้ร่มเงาแก่ป่าและสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ช้างจะเป็นผู้เบิกทางภายในป่าและดึงยอดไม้ ใบไม้ที่อยู่ในที่สูงลงมาเป็นอาหารแก่ตัวเองและสัตว์ป่าอื่น ๆ นอกจากนี้ช้างยังเป็นสัตว์มังสวิรัติที่บริโภคอาหารจำพวก พืช ผักและผลไม้ ในแต่ละวันดัวยปริมาณที่มากประมาณ 6-12 % ของน้ำหนักตัวและขับถ่ายออกมาประมาณ 60 % ของอาหารที่ได้กินเข้าไป

           สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ มีช้างอยู่ในความดูแลเป็นจำนวน 50 เชือก ก่อให้เกิดมูลช้างจำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะตามมา ทางสถาบันคฃบาลแห่งชาติฯ จึงเล็งเห็นสมควรที่จะนำมูลช้างมาใช้ประโยชน์ และเพิ่มมูลค่าให้กับมูลช้าง โดยนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่แก๊สชีวภาพ,กระดาษมูลช้าง, ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเป็นศูนย์ตัวอย่างของการนำมูลช้างกลับมาสร้างประโยชน์ และมาตรฐานให้แก่ปางช้างและผู้ประกอบการเกี่ยวกับช้างทั่วประเทศ เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น รวมทั้งยังเป็นการลดมลภาวะ และรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

         กระบวนการและขั้นตอนของการผลิตปุ๋ยมูลช้างด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ โดยประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ สำหรับวัตถุดิบเป็นส่วนผสมสำคัญ คือ มูลช้าง,ตะกรันอ้อย,หินฟอสเฟต,โดโลไมท์ และมูลสัตว์ ขั้นตอนการหมักจะหมักรวมเป็นชั้น ๆ แล้วราดดัวยน้ำจุลินทรีย์ประยุกต์ ใช้ทั้ง EM ขยายและจุลินทรีย์เฉพาะหลังจากหมักและกลับกองใช้ระยะเวลา 3-4 เดือน แล้วตรวจสอบคุณภาพ และผสมเชื้อราและแบคทีเรียรวมทั้งฮอร์โมนในขั้นตอนก่อนการบรรจุลงถุง เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพจากมูลช้างสำเร็จรูป บรรจุลงถุงพร้อมจำหน่าย โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจาก มูลช้าง ตราอนุรักษ์ช้างไทย ภายใต้สโลแกน ปุ๋ยดี ปุ๋ยคุณภาพเหมาะสำหนับคนรักช้างและต้นไม้

        สิ่งสำคัญที่สุดของปุ๋ยมูลช้างจะเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่นเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า และเชื้อแบคทีเรีย อโซโตแบตเตอร์ ทำให้เกิดการย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุในดินอย่างต่อเนื่อง ตรึงไนโตรเจนในปุ๋ยมูลช้าง และยังมีเชื้อที่สามารถเปลี่ยนธาตุ P รวมที่มีอยู่ในดินให้เป็นในรูป P2O5 ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้และเพิ่มไคโตซานเร่งการเจริญเติบโตของพืช

1.ส่วนผสมสำคัญ

มูลช้าง (Elephants dung) ตะกรันอ้อย (Fillter Cake)

หินฟอสเฟต (Phosphate) โดโลไมท์ (Dolomite)

มูลไก่ (Checkens dung) น้ำอีเอม (Effective Microorganism (EM))

2. ขั้นตอนการผลิต

1. นำวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เตรียมไว้มาชั่งน้ำหนักตามอัตราส่วน

2. นำมาใส่ในบล็อกหมัก ขนาด 2 X 2 เมตร โดยจะหมักรวมกองเป็นชั้น ๆ จำนวน 6 ชั้น ต่อ 1 บล็อก

ซึ่งแต่ละชั้นจะราดด้วยน้ำจุลินทรีย์ประยุกต์ โดยใช้ทั้ง EM ขยาย และจุลินทรีย์เฉพาะ

3. หมักและกลับกอง โดยใช้ระยะเวลาในการหมักนาน 3-4 เดือน

4. ครบกำหนดแล้วนำมาผึ่งให้แห้งพอประมาณ แล้วนำเข้าเครื่องตีป่น เพื่อให้ปุ๋ยมีความละเอียดและ

กรองเอาเศษหินและกรวดที่ไม่ต้องการออก

5. ตรวจสอบคุณภาพ เช็คความชื้น และค่า PH (ค่าความเป็นกรด เป็นด่าง)

6. ผสมเชื้อราและแบคทีเรีย รวมทั้งฮอร์โมน ก่อนการบรรจุกระสอบ

3.ตารางอัตราการใช้ปุ๋ยมูลช้าง

ชนิดของพืช อัตราใช้ วิธีการใช้

ไม้ดอกไม้ประดับ 400-500 กรัม / ดิน 10 กก.

2.5 – 3 ก.ก./ตารางเมตร คลุกเคล้าผสมกับดินก่อนปลูกใส่พร้อมพรวนดินในแปลงปลูก

พืชผักสวนครัว 1-2 ก.ก. /ตารางเมตร หว่านผสมคลุกเคล้ากับดินก่อนการปลูกหรือโรยแถวข้างต้นพืช

ไม้ผลปลูกใหม่ 5 กก. / หลุม ผสมดินรองก้นหลุม ก่อนปลูกรายรอบต้น

แนวทรงพุ่มและพรวนดินกลบ

ไม้ผลระยะให้ผลผลิต 5-10 กก./ต้น โรยรอบต้อน แนวทรงพุ่ม แล้วพรวนดินกลบ ควรใส่ปีละ 2-3 ครั้ง

พืชไร่ 1.1.5 ตัน/ไร่ ใช้พร้อมพรวนดินครั้งสุดท้ายก่อนปลูกหรือโรยข้างต้นพืชแล้วพรวนดิน

สนามหญ้า 2-3 กก./ตารางเมตร

1-2 กก. /ตารางเมตร หว่านให้ทั่วผิวดิน ก่อนปูหญ้า หว่านให้ทั่วแปลงหญ้าแล้วรดน้ำ

ตามล้างใบหญ้าให้สะอาด

4. คุณสมบัติ

ใส่เพื่อปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารแก่พืช ทำให้ดินมีความสามารถในการเก็บความชื้น และถ่ายเทอากาศได้ดี เพิ่มจุลินทรีย์ในดินและมีส่วนผสมของเชื้อราไตรโดเดอร์ม่า ควบคุมเชื้อราสาเหตุของโรคโคนเน่า รากเน่า เชื้ออโซโตแบตเตอร์ ช่วยตรึงไนโตรเจนให้กับต้นพืช และเพิ่มไคโตซานทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงบางชนิด รวมทั้งช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช




ขั้นตอนการทำกระดาษจากมูลช้าง





จากที่ได้เคยนำเสนอขั้นตอนการทำกระดาษจากมูลช้างไปแล้ว      วันนี้....จะขอนำเสนอรูปภาพขั้นตอน
การทำกระดาษจากมูลช้าง 

1)  เริ่มจากการเก็บมูลช้าง



2)   จากนั้นก็นำมูลช้างไปล้าง  และต้มเป็นเวลา 5 ชั่วโมง 







3)    นำมูลช้างไปปั่นเพื่อตัดเส้นใย เป็นเวลา 3  ชั่วโมง   แล้วใส่สี







4)   จากนั้นนำไปชั่งน้ำหนักและแบ่งเป็นลูกๆเท่าๆกัน




5)   นำลูกที่ได้นี้ไปละลายในเฟรมให้กระจายไปให้ทั่วๆเฟรม





6)   นำเฟรมนั้นไปตากแดด








7)   นำกระดาษออกจากเฟรม



8)  สามารถนำกระดาษที่ได้นี้ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ 










วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สิ่งไร้ค่าเป็นสิ่งล้ำค่า สู่ภาพมรดกไทย มรดกโลก


สิ่งไร้ค่าเป็นสิ่งล้ำค่า สู่ภาพมรดกไทย มรดกโลก

นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2545)



        ถัดไปใกล้ๆ กันเป็นบ้าน 2 ชั้น ที่อาศัยของศิลปินท่านนี้ ชั้นล่างในห้องรับแขกจะเต็มไปด้วยผลงานในอดีตและปัจจุบัน นอกจากงานสีน้ำ สีอะคริลิกแล้ว เขายังได้คิดค้นเทคนิคการวาดภาพ ด้วยมูลช้าง เศษผ้า กระดูกสัตว์ และเส้นผม เป็นการนำสิ่งไร้ค่ามาสร้างสรรค์ใหม่เป็นสิ่งที่ล้ำค่าได้อย่างน่าอัศจรรย์


      วัย 74 ของเขา ดูเหมือนไม่ได้เป็นอุปสรรค ในการคิดค้นสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในโลกแห่งศิลปะแต่อย่างใด


     ผลงานแสดงภาพเขียนด้วยมูลช้างที่ศูนย์วัฒนธรรม เมื่อวันที่ 1-30 มิถุนายน 2545 ที่ผ่าน มานั้น มีสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นมาถ่ายทำผลงานและประวัติของเขาไปเผยแพร่
      ต่อมาเจ้าหน้าที่ของสมาคมวัฒนธรรมจากประเทศญี่ปุ่นมาถึงบ้านสวน เพื่อเลือกซื้อผลงานไปหลายชิ้น สำนักข่าวเอพีก็ได้ให้ความสนใจ เข้ามาสัมภาษณ์ และทางจังหวัดนนทบุรีเองก็มีแนวความคิดที่จะจัดบ้านหลังนี้ ให้เป็นสถานที่แห่งหนึ่งสำหรับโปรแกรมของนักท่องเที่ยว


        "ผมจะทำบ้านเป็น Gallrey of the Sun" บุญถึงวาดฝัน โดยวางแผนจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ อีกหลังหนึ่ง มุงหลังคาด้วยมูลช้าง และกระป๋องน้ำอัดลม
       
        ในปีนี้เขาได้รับเกียรติจากสมาคมส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ ให้เป็นศิลปินดีเด่นสาขาทัศนศิลป์ และรับรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย


        บุญถึง ฤทธิเกิด คือศิลปินคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยศิลปากร มอบรางวัลเกียรตินิยมแห่งชาติ เหรียญทอง แดง ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน คือ ในปี พ.ศ.2493, 2494, 2495, และ 2498


        แต่ดูเหมือนว่าในระยะหลังๆ จะไม่ค่อยได้เห็นผลงานของเขามากนัก เพราะหลังจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว เขาก็ได้เข้าไปเป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ ให้กับทีวีช่อง 4 (ช่อง 9 ปัจจุบัน) และยังเป็นผู้จัดรายการดังในอดีตคือ "วรรณทัศน์สังคีต" เคยทำภาพยนตร์ในนาม จิตรศิลป์ภาพยนตร์ และจากผลงานสะบัดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ พร้อมกับการขับร้องเพลงไทยประกอบในช่วงเวลา "ลอดลายพู่กัน" ของรายการในโทรทัศน์ ทำให้ทูตวัฒนธรรมจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้เชิญเขาไปแสดงการวาดภาพตามรัฐต่างๆ ในอเมริกาอยู่นาน จนถึงปี 2531 ก็ถึงจุดพลิกผันครั้งสำคัญของชีวิต


         "ต้องขอบคุณเหตุการณ์ เมื่อปี 2539 เพราะถ้าไม่เกิดปัญหาทางด้านการเงิน ปิดธนาคาร ปิดสถาบันการเงินขึ้นมา ผมคงไม่เกิดปัญญาที่จะมาเขียน ภาพดีๆ ใหม่ หรือมาสรรค์สร้างภาพจากมูลช้าง"


        อดีตในวันเวลาที่ผ่านเลยนั้น บุญถึงได้เล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส และความจำที่แม่นยำ แม้ในบางครั้งจะน้ำเสียงจะสั่นเครือไปบ้างเมื่อพูดถึงบางเรื่อง ที่ประทับใจและผูกพันเป็นพิเศษ


       โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ชีวิตของเขาอาจจะเหมือนลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์อีกหลายท่านที่มาจากต่างจังหวัด ฐานะไม่ดีนัก แต่ มีฝีมือในการวาดภาพ และอาจารย์ศิลป์คอยสนับสนุนและช่วยเหลือในหลายๆ เรื่อง จนจบมหาวิทยาลัยศิลปากร


       ปี 2531 บุญถึงยังตระเวนวาดภาพอยู่ในอเมริกา แต่แล้วก็มีคนติดต่อขอซื้อ ที่ดินของเขาแปลงหนึ่งที่หาดแม่รำพึง ในจังหวัดระยอง ในช่วงเวลานั้น ราคาที่ดินแถบ ชายทะเลยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี กำลังเบ่งบานรับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด บุญถึงเองเมื่อกลับมาเมืองไทยหลงใหล ได้ปลื้มกับอาชีพด้านพัฒนาที่ดินอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่ง ฟองสบู่แตกธนาคารเริ่มระงับการให้สินเชื่อโครงการ เหตุการณ์เลวร้ายต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากชำระสะสางเรื่องการเงินและที่ดินเสร็จสรรพ เขาก็เลยกลับมามุ่งมั่นกับงานเขียนรูปอีกครั้ง


      การสร้างสรรค์ผลงาน คือจิตวิญญาณของศิลปิน ในห้วงเวลาของการทำธุรกิจที่ดิน อารมณ์ต้องการวาดรูป ก็กลับมาเป็นระยะๆ แต่หลายครั้งหลายคราเมื่อลงมือจรดปลายพู่กัน จิตใจยังที่ยังหมกมุ่นขุ่นมัวกับงานธุรกิจ ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้ หรือแม้ว่าทำได้ก็เป็นภาพที่ไม่ดีเอาเสียเลย


     เมื่อตั้งใจจะเขียนรูปอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2539 เขาก็พบว่า ราคาสีน้ำมันแพงขึ้นมากจนเขาซื้อมาวาดรูปแทบไม่ได้เสียแล้ว ความคิดที่จะหาวัสดุมาทำงานศิลปะแทนสีน้ำมันเลยเข้ามาในช่วงนั้น ครั้งแรกเป็นผลงานที่เกิดจากเศษผ้าที่ทางร้านเขาใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว เอามาตัดเป็นชิ้นโดยจะเขียนเป็นสีน้ำก่อน แล้วเอาเศษผ้าที่มีสีเฉดเดียวกับสีที่เเขียนแล้วแปะลงไป มีเส้นผมด้วย


    "ต้องใจเย็นมากๆ ตอนทำชิ้นแรกๆ อยากจะเห็นผลงานเร็วๆ ผมเอามาวางไว้บนตักเอามานอนทำเลย พอง่วงก็นอน พอตื่น ก็ทำต่อ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนต่อ 1 รูป เพราะผ้าที่ตัดละเอียด ยิบเลย บางทีต้องการสีทองก็ไปซื้อผ้าสีทองมาดึงเอาเส้นด้าย เส้นเดียวมาติดต่อๆ กัน ตอนหลังต้องยอมรับว่าทำด้วยเศษผ้ามันช้า มาก ในขณะที่ขายได้ราคาพอๆ กับสีน้ำมัน"


         จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างขับรถไปพัทยาเพื่อเอางานเขียนไปฝากแกลลอรี่ของเพื่อนๆ ขาย เขาก็พบช้างเชือกหนึ่งเดินอยู่บนถนนนาจอมเทียน ช้างเดินไปก็ถ่ายมูลออกมา แวบแรกที่เขาเห็นก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า มูลช้างส่วนใหญ่เป็นพืชมีเส้นใย น่าจะเอามาทำเป็นกระดาษ หรือส่วนผสมในการทำงานศิลปะได้


         "ผมเลยขับรถไปซื้อกระสอบเก่าๆ มา โกยขี้ช้างใส่ ควาญช้างเลยบอกว่าหากต้องการเยอะๆ ก็ให้เข้าไปที่ปางช้าง ที่นั่นเยอะเลย ก็เลยไปเอา แล้วไปหาความรู้กับนายแพทย์คนหนึ่งที่รู้จักว่าจะทำความสะอาดอย่างไร ก็ทราบว่าต้องเอาไปแช่ฟอร์มาลีนไว้ก่อน 2 คืน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและดับกลิ่น แล้วเอามากรองล้างน้ำ ใส่โซดาไฟต้มจนขาวแล้วก็บด หลังจากนั้นก็เอามาทำเป็นกระดาษ ผสมกาวโปะลงไป และไปเอาเศษผ้ามาขึงเป็นเส้น เป็นตะแกรง โปะมูลช้างลงไปกลายเป็นแผ่นกระดาษแข็ง แล้ว ระบายสีทับ ขรุขระนิดหน่อย หากต้องการให้หนาให้นูนก็เอาสีมาผสมกับขี้ช้าง แล้วก็เอามาเขียนแบบ สีน้ำมันเลย มันก็จะนูนขึ้นมาเป็นสีน้ำมัน พอเขียนก็จะเจอทักษะใหม่ เจอไอเดียใหม่ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ"


         ต้นกล้วยกับเปลือกมันสำปะหลังเป็นวัสดุอีกอย่างหนึ่ง ที่มีเส้นใยและมีกาวเยอะมาก เอามาบด รวมกับมูลช้าง ด้วยวิธีการอย่างนี้ทำให้ไม่ต้องใช้สีน้ำมันอีกต่อไปแต่ใช้สีฝุ่นอย่างเดียว


         งานนิทรรศการภาพเขียนจากมูลช้าง ของบุญถึง ฤทธิเกิด จัดขึ้นครั้งแรกที่เขาดิน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2541


         หลังจากนั้น ชไมพร กัลยาณมิตร เจ้าของร้านอาหารไทย "ศาลาไทย" ในรัฐแคลิ ฟอร์เนีย ก็ได้ติดต่อเขาไปเขียนรูปบนฝาผนังในร้านที่นั่น ต่อด้วยไปเขียนภาพให้เศรษฐีอเมริกันรายหนึ่ง ที่มาเห็นภาพที่ร้านศาลาไทยแล้วประทับใจ


       ผลงานในช่วงนั้นที่อเมริกาหามูลช้างและสารเคมีดับกลิ่นค่อนข้างลำบาก วัสดุที่บุญถึงเอามาดัดแปลงก็คือ ใบไม้ ใบหญ้า ในสวนหลังบ้านของชไมพรนั่นเอง โดยเอามาบดผสมกับกาวแห้งและน้ำแทนมูลช้าง แล้วนำไปเขียนรูป


       บุญถึงกลับมาอยู่เมืองไทยจริงๆ อีกครั้งเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2543 แล้วเริ่มทำงานภาพด้วยมูลช้างอย่างจริงจัง รวมทั้งรับสอนถ่ายทอดวิชาให้กับเด็กๆ ตัวเล็กๆ ด้วย


       ชีวิตของเขาในวันนี้ยังคงมีความสุขกับการเขียนรูปทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็นภาพดอกไม้ และทิวทัศน์ท้องทุ่ง และได้วางแผนการไว้ว่าเร็วๆ นี้จะไปวาดรูปที่จังหวัดอยุธยา และน่าน เพื่อที่จะวาดดอกชมพูภูคา ที่จะออกดอกเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น พร้อมๆ กับเตรียมจัดงานนิทรรศการอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2545 นี้ ในหัวข้อ "สิ่งไร้ค่า เป็นสิ่งล้ำค่า จากมูลช้างสู่ภาพมรดกไทยมรดกโลก"

ที่มา   http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=4015

มูลช้าง


มูลช้าง



                   ของบางอย่างที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งปฏิกูลและไร้ค่านั้น แท้จริงแล้วสิ่งของบางอย่างอาจมีประโยชน์มากมายจนเราคิดไม่ถึง เมื่อคราวที่ฉันได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อ พ.ศ.2530 มีเรื่องหนึ่งที่จำได้มิรู้ลืมได้แก่เรื่องมูลของช้าง ตอนนั้นไม่เห็นช้างแต่ได้เห็นโรงแปรรูปมูลช้างและเห็นมูลช้างที่แปรรูปแล้ว แต่เดิมนั้นในพระราชวังสวนดุสิตมีโรงช้างต้นแต่เพราะด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นว่าในเขตพระราชวัง สวนจิตรลดานั้นมีหน่วยงานตามพระราชดำริมากขึ้น ทำให้มีบริเวณหรือพื้นที่ให้ช้างได้เดินออกกำลังน้อยเกินไปไม่เพียงพอ จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายช้างสำคัญไปอยู่ในโรงช้างหลวงที่จังหวัดลำปางและสกลนคร เพื่อให้ช้างเดินออกกำลังกาย และทดลองใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ โดยมีผู้ดูแลช้างสำคัญทุกช้าง โดยช่วงแรกย้ายไปไม่กี่ช้างก่อน และให้มีการถวายรายงานการปรับตัวของช้างเป็นประจำ จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี จึงย้ายไปทั้งหมด ส่วน คุณพระเศวตใหญ่ฯนั้น ได้ถูกนำไปไว้ในพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ ตามพระราชประเพณีที่ช้างเผือกสำคัญประจำรัชกาลจะต้องอยู่ใกล้พระเจ้าแผ่นดินเพื่อความเป็นศิริมงคล


เจ้าหน้าที่บรรยายว่าตามปกติช้างทั่วไปจะกินอาหารประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ดังนั้นใน 1 วัน จะกินอาหารเฉลี่ยตัวละ 200 – 250 กิโลกรัม สำหรับอาหารของช้างก็จะเป็นพวกหญ้า กล้วย ประมาณ30-40 หวี อ้อย 5-10 ลำยาว และจะมีพวกอาหารเสริมและเกลือแร่ด้วย เป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิต เมื่อกินก็ต้องขับถ่าย เป็นธรรมดาเมื่อกินมากก็ขับถ่ายมาก ด้วยเรื่องมูลช้างที่มีจำนวนมากนี้ ด้วยพระปรีชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยการนำไปหมักเป็นแก๊สชีวภาพใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ จนเมื่อกระบวนการหมักสิ่นสุดลง หมดแก๊สและหมดกลิ่นเหม็นแล้วแต่กากใยของต้นหญ้าที่เป็นอาหารหลักของช้างยังคงเหลือเป็นเส้นสายที่มีลักษณะเฉพาะตัว(ในการทำกระดาษสา ต้องใช้พลังงานคนหรือเครื่องจักรในการตำหรือทุบเปลือกต้นสาให้แหลก ฉะนั้น ช้างจึงเป็นเครื่องบดเส้นใยพลังชีวภาพ) กากของมูลช้างได้ถูกนำมาแปรรูปต่อโดยนำไปทำเป็นกระดาษมูลช้างที่มีลักษณะคล้ายกระดาษสา แล้วก็นำไปแปรรูปต่อเป็นผลิตภัณฑ์จากกระดาษมูลช้างหลากหลายรูปแบบ(ขณะนั้นทราบว่าเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯเสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศ ทรงนำผลงานนี้ไปเผยแพร่ด้วย ชาวต่างชาติเห็นเป็นของแปลกและเป็นที่ชื่นชอบ จนมียอดสั่งทำเข้ามามากมาย) และการทำกระดาษมูลช้างนี้ได้เป็นต้นแบบให้องค์กรที่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูช้างได้นำไปทำผลิตภัณฑ์จากกระดาษมูลช้าง เป็นการเสริมรายได้อีกทาง เป็นหนทางการอยู่อย่างพอเพียงรูปแบบหนึ่ง


ที่มา     http://krupawana.igetweb.com/index.php?mo=3&art=421904