จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แก๊ส"มูลช้าง" ประโยชน์จากเจ้าตัวโต

คอลัมน์ สดจากประชาสังคม
เกรียงไกร ปัญโญกาศ




   * หมู่บ้านรวมมิตร หมู่ 2 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้าน "ช้าง" เนื่องเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง เลี้ยงช้างกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปัจจุบันมีช้างเลี้ยงประมาณ 35 เชือก แม้ว่าทุกวันนี้การใช้ประโยชน์จากช้างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ใช้เพื่อชักลากไม้ หันมาสร้างปางช้างริมฝั่งแม่น้ำกก รับนักท่องเที่ยวชมไพรทุกวัน โดยเฉพาะฤดูท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวไปเยือนจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับควาญช้างตามมา
  
    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่ กินอาหารจำนวนมากในแต่ละวัน ดังนั้น เมื่อไปชุมนุมกันอยู่ที่จุดเดียวกัน ถ่ายมูลออกมา ย่อมสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบบริเวณ
   * โดยช้าง 1 เชือก ถ่ายมูลออกมาวันละ 40-50 กิโลกรัม ช้างจำนวน 35 เชือก มูลที่ถ่ายออกมาจึงมีมากเป็นตันๆ ตกค้างอยู่ในปางช้าง สร้างมลพิษ ยากต่อการกำจัด  หากแต่เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน นายบุญห่วง ภัทรเชาว์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านรวมมิตร ภายในหมู่บ้านดังกล่าว ชี้แนะให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับช้างในทุกแง่มุมตามแนวทางหลักสูตรท้องถิ่น พร้อมจัดทำโครงงานเรื่อง "แก๊สมูลช้าง"


    นักเรียนจำนวน 373 คนของโรงเรียน ร่วมกันผลิตแก๊สมูลช้างตามโครงงานนำมูลช้างที่เรี่ยราดไปหมักในถังน้ำมัน 200 ลิตร นาน 2 เดือนจึงได้แก๊ส แล้วต่อท่อออกมา พบว่าแก๊สมีเทนที่ได้สามารถต่อกับหัวแก๊สหุงต้มจุดไฟ
  
    * ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่ยาว และกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ยื่นมือเข้าสนับสนุนโรงเรียนจนสามารถสร้างบ่อหมักแก๊สมูลช้างขนาดใหญ่
   สร้างเป็นรูปโดมครึ่งวงกลมลึก 210 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 480 เซนติเมตร บรรจุแก๊สได้กว่า 16 ลูกบาศก์เมตร หลังจากหมักนาน 2 เดือนก็จะได้แก๊สมีเทน ที่ต่อท่อพีวีซีออกมาสู่ท่อแก๊สหุงต้มและใช้หุงต้มอาหารกลางวันสาหรับนักเรียนได้ตลอดทั้งปี
   สามารถเติมมูลช้างในบ่อได้ตลอด เนื่องจากวัตถุดิบมีเหลือเฟือ ทั้งแก๊สชนิดนี้ยังสามารถต่อท่อเข้าไปยังตะเกียงเจ้าพายุให้แสงสว่างในยามค่ำคืนได้อีกด้วย
  
   * ผลสำเร็จและวัตถุดิบจากมูลช้างที่ล้นเหลือ ทำให้ชาวบ้านและโรงเรียนร่วมกันขยายบ่อหมักแก๊สมูลช้างเข้าไปยังตัวหมู่บ้าน โดยใช้รูปแบบจากโรงเรียนเป็นต้นแบบ หวังว่าชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์
   ขณะเดียวกัน ก็ช่วยกำจัดของเสียภายในชุมชนประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อแก๊สหุงต้มหรือถ่าน รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำฟืนด้วย ปัจจุบันมีการขุดบ่อขนาด 16 ลูกบาศก์เมตรเช่นเดียวกันไว้ตามจุดต่างๆ ของหมู่บ้านจำนวน 9 บ่อ แบ่งกลุ่มกันดูแลเป็นกลุ่มๆ


   * นายบุญห่วง กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านมีอยู่รวมกันประมาณ 200 ครัวเรือน แบ่งกลุ่มกันทำบ่อหมักแก๊สมูลช้างจำนวน 9 บ่อ บรรจุมูลช้างในอัตรา 1 ต่อ 1 กับน้ำและน้ำจุลินทรีย์ตามสัดส่วน ต่อท่อออกไป 3 รู สำหรับเชื่อมไปยังบ่อเติมมูลช้าง บ่อน้ำล้นและบ่อกากมูลช้างที่เหลือใช้อีก 2-3 เดือน หรือราวเดือนต.ค.ปีนี้ก็จะได้แก๊สมีเทนเหมือนกับที่เราใช้ประโยชน์ในโรงเรียนในปัจจุบัน นอกจากได้พลังงานแก๊สใช้ฟรีๆ เกิดการเรียนรู้ รักช้าง และรู้รักสามัคคีกันภายในหมู่บ้านด้วย
  
   "ปัจจุบันโรงเรียนต่อยอดจากโครงการแก๊สมูลช้าง ด้วยการนำกากมูลช้างที่เหลือจากการหมักไปทำเป็นหัวเชื้อหมักปุ๋ยชีวภาพมูลช้าง จากส่วนผสม ได้หัวเชื้อชั้นดี นำไปผสมดิน ได้ปุ๋ยคุณภาพดี จากนั้นบรรจุใส่ถุงพลาสติกขนาด 5 กิโลกรัม ติดตราชื่อหัวเชื้อปุ๋ย ชีวภาพช้างอารมณ์ดีจำหน่ายถุงละ 15 บาท เราขายได้ 5-6 เดือนแล้วรายได้ก็นำไปช่วยโครงการของเด็กนั่นเอง" นายบุญห่วงกล่าวและว่า ชาวบ้านที่มีบ่อแก๊สมูลช้างทั้ง 9 บ่อสามารถทำได้เช่นเดียวกัน และทำกันได้ทั้งหมู่บ้าน
  * นายอิแสะ แซวา ประธานชมรมปางช้างบ้านรวมมิตร กล่าวว่า ช่วงนอกฤดูกาลมีนักท่องเที่ยวไปใช้บริการนั่งช้างชมหมู่บ้าน ล่องแม่น้ำกกและชมป่า วันละประมาณ 40-50 คน หากเป็นช่วงฤดูร้อนหรือฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวไป เยือนวันละถึง 100 คนขึ้นไป นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่มูลช้างจากปางช้างสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
    ถึงตอนนี้กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดสรรงบประมาณผ่านทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด
(อบจ.) เชียงราย และอบต.แม่ยาว เพื่อสนับสนุนชาวบ้านรวมมิตรสร้างบ่อหมักแก๊สมูลช้างบ่อละ 39,000 บาท ขณะที่กระทรวงพลังงานจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลและให้คำปรึกษา
    ด้วยความสามารถในการประยุกต์ใช้ นำสิ่งของไร้ค่าในท้องถิ่นมาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน ก่อให้เกิดความรักสามัคคีระหว่างคนในชุมชน ผูกพันไปถึงความรักและเห็นคุณค่าของช้างไทย ที่น่าจะนำไปเป็นตัวอย่างนำร่องสำหรับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป




Ref. http://www.matichon.co.th/khaosod/kh...day=2006/09/23

ประโยชน์ขี้ช้าง..มีค่ามหาศาล ~*

                ประโยชน์ขี้ช้าง..มีค่ามหาศาล หนึ่งเดียวในโลกจากศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

ช้าง.. เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทย มานานแสนนาน และ
มีความผูกพันกับสัตว์ตัวนี้ในสังคม ตั้งแต่ระดับ
เจ้าฟ้ามหากษัตริย์มาถึงไพร่ฟ้าสามัญชน ...
ซึ่งมีกิจกรรมร่วม ตั้งแต่งานราชพิธี ลงมาถึงระดับ
ใช้งาน ในด้านการเกษตร และอุตสาหกรรม
ด้วยที่ความสำคัญและความผูกพันนี้ องค์การ
อุตสาหกรรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมได้มีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์
เผ่าพันธุ์ช้างให้ยั่งยืนสืบไป จึงได้ตั้ง
ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย หรือ สถาบันคชบาลแห่งชาติ
ขึ้นที่บ้านปางหละ อ.งาว จ.ลำปาง เมื่อปี พ.ศ. 2512

    ต่อมาได้ย้ายมาจัดตั้งที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 28-29 ริมถนน ลำปาง-เชียงใหม่ ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง บนพื้นที่ 762 ไร่ โดยได้รับพระอุปถัมภ์จาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

นายเฉลิมศักดิ์ ตุ้มหิรัญ ผู้จัดการสถาบันคชบาล แห่งชาติฯ บอกว่า...สถาบันฯ แห่งนี้ถือว่าเป็นศูนย์ฝึกลูกช้างแห่งเดียวในโลกและก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากชาวไทยที่อยู่ในประเทศแล้ว ชาวต่างชาติ จากทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจเป็นสุด ๆ


   บางรายได้เดินทางมาจากบ้านเกิดของเขา แล้วมากินนอนและเรียนรู้ เพื่อต้องการฝึกเพื่อทำหน้าที่เป็นควาญช้าง


   ด้วยภารกิจหลักของสถาบันฯ มีทั้งการฝึกลูกช้าง, ฝึกควาญช้าง ได้มีประสบการณ์มากว่า 30 ปีและได้ใช้ภูมิปัญญาในการทำงานร่วมกันทั้งคนและช้างเมื่อมีลูกช้างเกิดใหม่ขึ้น จึงต้องมีการเปิดโรงเรียนสอนลูกช้างให้รู้จักการปฏิบัติหน้าที่ และฝึกให้เชื่องและเชื่อฟังคำสั่งของ ควาญช้าง



   และยังดูแลช้างที่เจ็บป่วยทั้งที่มีอยู่ในสถาบันฯ หรือได้รับแจ้งมาจากนอกพื้นที่ก็จะต้องเดินทางออกไปช่วยเหลือทันที รวมทั้งมีการจัดโครงการจับช้างตกมันและอาละวาด โครงการจับช้างเร่ร่อน



จนกระทั่งได้ตั้งเป็น วิทยาลัยการศึกษาพัฒนาช้างไทย และควาญช้าง...!!...

 
ซึ่งทางสถาบันฯ ได้สร้างกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ผลิตผลและวัตถุดิบมาจากช้าง อย่างหลายหลากเช่น โครงการระบบผลิต ก๊าซชีวภาพจากมูลช้าง เนื่องจากที่นั่นสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 62 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 22,630 ลูกบาศก์เมตรต่อปี นำมาทดแทนน้ำมันดีเซลประมาณ 13,578 ลิตรต่อปี ทั้งยังลดปัญหาของกลิ่นเหม็นภายในศูนย์ และไม่กระทบต่อผู้อาศัยอยู่ใกล้เคียง...


   และกากมูลช้างก็นำมาใช้ประโยชน์ต่อในโครงการปุ๋ยมูลช้างที่ผลิตจากมูลช้างแท้ ๆ ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพผสมเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ป้องกันโรคโคนเน่าและผสม เชื้ออโซโตแบตเตอร์ เพื่อตรึงไนโตรเจน และเพิ่ม ไคโตซาน เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ของต้นพืช...


ถ้าไม่อยากที่จะให้มูลช้างสลายไปเป็นปุ๋ยเป็นดิน...ก็ส่งเข้า โครงการผลิตกระดาษจากมูลช้าง ที่สามารถนำมาใช้ทำกระดาษสา, กระดาษห่อของขวัญ หรือประดิษฐ์กรอบรูป ของที่ระลึกมากมาย ฯลฯ

...ความสำคัญ และประโยชน์อย่างมหาศาล ของช้างจึงได้จัด "งานวันช้างไทย" ขึ้นที่ศูนย์อนุรักษ์ ช้างไทย ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ในช่วงวันที่ 12-13 มีนาคม ที่จะถึงนี้ หากใครสนใจอยากไปเที่ยวชมงานและผลิตภัณฑ์ ก็กริ๊งกร๊างสอบถามเส้นทาง 0-5424-7871, 0-5422-8108.




สำเนาจากไทยรัฐ ปีที่ 56 ฉบับที่ 17166 วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม 2548


: http://www.sarapee.ac.th/index.php/writing/9-writing/36-elephant

อ.อ.ป.ทำก๊าซชีวภาพจากมูลช้างเป็นพลังงานทดแทน" ~*

อ.อ.ป.ทำก๊าซชีวภาพจากมูลช้างเป็นพลังงานทดแทน


 
     ระบบก๊าซชีวภาพจากมูลช้าง เป็นการดำเนินงานโดย กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ณ สถาบันคชบาลแห่งชาติ (ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย) ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เนื่องจากช้างต้นมีช้างสำคัญจำนวน 6 ช้าง มีมูลประมาณวันละ 250-300 กิโลกรัม และที่โรงเลี้ยงช้าง ซึ่งมีช้างสำหรับลานแสดงจำนวน 50 เชือก สามารถเก็บมูลได้วันละประมาณ 1,500-2,000 กก. ซึ่งเมื่อมีปริมาณมูลช้างที่ต้องจัดการเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันความต้องการใช้พลังงานก็เพิ่มมากขึ้นด้วย ฉะนั้น จึงนำระบบก๊าซชีวภาพมาแก้ไขปัญหาทำให้ได้พลังงานในรูปของก๊าซชีวภาพ
     อันว่า “ก๊าซชีวภาพ” ที่ได้จากมูลช้างนี้ เป็นพลังงานสะอาดที่เกิดจากการนำมูลช้างมาผ่านกระบวนการหมัก เพื่อให้เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจนโดยแบคทีเรียหลายชนิด เมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสมแบคทีเรียจะเจริญเติบโตและย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน จนที่สุดเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซชีวภาพ

     องค์ประกอบหลักของก๊าซชีวภาพมี ก๊าซมีเธนประมาณร้อยละ 50-75 ซึ่งเป็นก๊าซที่ติดไฟจึงนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน
     กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ดำเนินการจัดตั้งระบบก๊าซชีวภาพจากมูลช้างเพื่อการหุงต้มอาหารและเดินเครื่องยนต์สูบน้ำขนาด 50 ลูกบาศก์เมตร 1 บ่อ และขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร 1 บ่อ ณ โรงช้างต้นและจัดตั้งระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลช้างเพื่อการเดินเครื่องยนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร 2 บ่อ ณ โรงเลี้ยงช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย โดยโครงสร้างของระบบประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้....

 
1.บ่อเติมมูล เป็นที่ผสมมูลช้างที่ผ่านการปั่นให้เส้นใยมีขนาดเล็กลงแล้วผสมกับน้ำให้เข้ากัน หลังจากนั้นมูลที่ผสมกันดีแล้วจะถูกปล่อยสู่บ่อหมักผลิตก๊าซทางท่อที่เชื่อมต่อระหว่างบ่อเติมมูลกับบ่อหมักผลิตก๊าซ


2. บ่อหมักผลิตก๊าซ เป็นบ่อที่กักเก็บมูลช้าง ซึ่งภายในบ่อมีเชื้อตะกอนแบคทีเรียที่ทำให้เกิดก๊าซได้ บ่อจะต้องแข็งแรงและไม่รั่วซึม เนื่องจากส่วนโดมของบ่อจะเป็นที่เก็บก๊าซที่เกิดขึ้นก่อนการนำไปใช้


3. บ่อมูลล้น มีหน้าที่รับมูลช้างที่ล้นมาจากบ่อหมักผลิตก๊าซ


4. บ่อแยกกากมูลช้าง เป็นที่รองรับมูลช้างที่ออกมาจากบ่อมูลล้น ก่อนส่วน ที่เป็นน้ำจะไหลลงบ่อน้ำทิ้ง ซึ่งกากมูลช้างที่แยกออกมาได้นี้ สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอัดแท่งเพาะชำและทำกระดาษได้


5. บ่อพักน้ำเสีย เป็นบ่อที่รองรับน้ำหลังจากที่กากมูลช้างได้ถูกแยกออกไปแล้ว ซึ่งน้ำจากบ่อนี้สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำรดพืช ผัก ได้เป็นอย่างดี และยังสูบกลับไปใช้ในการผสมกับมูลช้างเพื่อเติมลงในบ่อหมักผลิตก๊าซ


        สำหรับผลการดำเนินงานการจัดตั้งระบบฯขนาด 50 ลูกบาศก์เมตรนั้น พบว่ามีประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ 84% อัตราการเกิดก๊าซชีวภาพ 8 ลูกบาศก์เมตร/วัน ส่วนขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร ณ โรงช้างต้น พบว่ามีประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ 90% อัตราการเกิดก๊าซ 18 ลูกบาศก์เมตร/วัน และการจัดตั้งระบบฯขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร 2 บ่อ ณ โรงเลี้ยงช้างพบว่ามีประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ 91%อัตราการเกิดก๊าซ 36 ลูกบาศก์เมตร/วัน ทำให้สามารถผลิตก๊าซชีวภาพรวม 62 ลูกบาศก์เมตร/วัน หรือ 22,630 ลูกบาศก์เมตร/ปี สามารถทดแทนน้ำมันดีเซลได้ประมาณ 13,578 ลิตร/ปี หรือผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 22,630 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี
     จากผลสำเร็จของโครงการก๊าซชีวภาพทำให้ได้รับรางวัลดีเด่นด้านพลังงานและพลังงานหมุนเวียนประเภท off-grid (โครงการใน ไม่เชื่อมโยงกับสายส่งไฟฟ้า) ของประเทศไทยประจำปี 2547 จากกระทรวงพลังงาน และได้รับรางวัลดังกล่าวในระดับอาเซียนอีกด้วย.


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547


http://www.dailynews.co.th/agriculture/each.asp?newsid=39843

มูลช้าง นำมาใช้ประโยชน์ ทำเป็นแก๊สหุงต้ม!!


>> มูลช้าง นำมาใช้ประโยชน์ ทำเป็นแก๊สหุงต้ม '<<

           หมู่บ้านแม่ยาว จ.เชียงราย ได้ใช้ประโยชน์จากมูลช้าง ที่มีอยู่จำนวนมากในหมู่บ้าน โดยการนำมาหมักในถังน้ำมัน เป็นเวลา 2 เดือน ได้แก๊สมีเทน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการหุงต้ม
จุดไฟ และกากที่เหลือจากการหมัก ได้นำมาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ จำหน่ายราคาถุงละ 15 บาท
ซึ่งตอนแรกทำแต่ภายในโรงเรียน ปัจจุบันได้ขยายการใช้แก๊สจากมูลช้าง ไปใช้ภายในหมู่บ้าน
       เป็นไงคะ ไอเดียแจ๋วๆของคนไทย นำของที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ แทนที่เราจะมัวแต่เหม็น
    มูลช้าง เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตได้ แถมยังมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก :)

ที่มา : http://raiwan.com/2006/09/23/462/

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แปรรูป “มูลช้าง” ขายแข่งขี้ “แพนด้า” ~*


สุรินทร์แปรรูป “มูลช้าง” เป็นสินค้าของที่ระลึกขายแข่งขี้ “แพนด้า”


         องค์การสวนสัตว์ฯ ส่งเสริมชาวบ้าน-ควาญช้าง-เยาวชนหมู่บ้านช้างสุรินทร์ ผลิตและแปรรูป
กระดาษมูลช้างเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก เครื่องใช้สำนักงานจำหน่ายให้ ปชช.-นักท่องเที่ยวสร้างรายได้และลดของเสียสู่สิ่งแวดล้อม เผยมีวัตถุดิบขี้ช้างผลิตสินค้าอื้อวันละ 10 ตัน ต่างจากขี้หมีแพนด้ายอดนิยมมีจำกัดแค่ 40 กก./วันพร้อมขยายผลผลิตก๊าชชีวภาพพลังงานทดแทนคุณค่ามหาศาล

         ทางองค์การสวนสัตว์ฯจึงได้ส่งเสริมให้ชาวบ้าน ควาญช้าง เจ้าของช้าง และนักเรียน เยาวชนได้รู้จักวิธีการนำมูลช้างมาแปรรูปเป็นกระดาษมูลช้างซึ่งจะสามารถลดของเสียสู่สิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและท้องถิ่นได้อีกด้วย


         นายวันชัย ตันวัฒนะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา ในฐานะผู้จัดการโครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์และดูแลโครงการฝึกอบรมแปรรูปกระดาษมูลช้าง ดังกล่าว เปิดเผยว่าการส่งเสริมการทำกระดาษจากมูลช้าง เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อปี 2548 แต่ขาดการเชื่อมต่อ ไม่มีการส่งเสริมด้านการแปรรูปกระดาษมูลช้างและส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์


- ในการอบรมในครั้งนี้ได้เน้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงการผลิตเป็นกระดาษจากมูลช้างและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่อจำหน่าย ซึ่งนอกจากการผลิตกระดาษจากมูลช้างแล้วชาวบ้านที่เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ถึงการการนำมูลช้างไปผลิตเป็นก๊าชชีวภาพพลังงานทดแทนที่มีค่ามหาศาล


- ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่ทำจากการกระดาษมูลของหมีแพนด้า ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ กำลังเป็นที่นิยมมากจำหน่ายในแต่ละวันมีมูลค่านับหมื่นบาท แต่มูลของหมีแฟนด้ามีน้อย วันหนึ่งตกประมาณ 40 กิโลกรัมเท่านั้น แต่มูลช้างมีนับสิบตันต่อวัน จึงเป็นโอกาสดีที่กระดาษจากมูลช้างจะสามารถผลิตเป็นสินค้าที่ระลึกได้เป็นจำนวนมากเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้


ที่มา : http://www.easytimesradio.com/index.php?option=com_content&view=article&id=195:2010-02-24-23-52-55&catid=1:2009-05-02-09-01-16&Itemid=2

ยากันยุงธรรมชาติ....ขี้ช้าง! ~*

ยากันยุงธรรมชาติ....ขี้ช้าง! ~*



     ช้างกลายเป็นสินค้าที่ขายดีมีเท่าไหร่ไม่พอขายในอินเดีย เพราะนอกจากเป็นยากันยุงธรรมชาติ

ที่ได้ผลชงัดแล้วยังใช้เป็นเชื้อเพลิงได้   ควาญช้างอินเดียที่พาช้างไปร่วมงานตลาดนัดวัวควาย

ในแคว้นพิหาร พากันหาเงินรูปีได้เป็นจำนวนมากจากการขายขี้ช้าง

- นายอัชวิน กุมาร สิงห์ ควาญกุญชรคนหนึ่งเล่าว่า
"พวกชาวบ้านชอบเอาขี้ข้างไปเป็นยากันยุงธรรมชาติ เพราะเมื่อจุดไฟเผามันจะเกิดควัน

ยุงที่ไปโดนเข้าก็จะตายทันที มันเป็นยากันยุงที่ถูกที่สุด เป็นเหมือนยาสมุนไพร ไม่มีพิษภัยอันใด"
- ชาวบ้านอีกผู้หนึ่งเปิดเผยว่า มูลช้างเป็นยากันยุงที่ชงัดที่สุด
"แค่ 10 กก. ก็พอที่จะไล่ยุงให้ครอบครัวของผม ซ้ำยังช่วยให้เกิดความอบอุ่นในคืนหน้าหนาวด้วย"


ที่มา : http://www.green.in.th/node/1574

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กระดาษจาก...มูลช้าง

กระดาษสาจากมูลช้าง




                                                                           
                                                          




มีวิธีทำดังนี้ !!


เริ่มแรกเก็บมูลช้างมาจากปางช้าง แล้วนำมาล้างน้ำ 2-3 น้ำ เอาหินทรายกรวดออก นำไปตากแดด 1 วัน บางครั้งจะนำเปลือกของต้นสา ต้นสับปะรด ต้นกล้วย นำมาต้มแยก แล้วนำมาผสมกับมูลช้าง นำไปต้ม (หลังจากตากแดด 1 วัน)


1.) นำไปต้ม ใส่โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) ใส่เพื่อให้ไฟเบอร์นุ่ม อ่อนตัวเปื่อย กำจัดกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค ต้มประมาณ 6 ชั่วโมง



2.) ล้างน้ำ 2-3 น้ำ



3.) นำไปต้มฟอกใส่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โซเดียมซิลิเกตกาวา ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง จะเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีม่วงสดใสขึ้น เปลี่ยนสีเพราะนำไปย้อมสี



4.) นำไปล้างน้ำ 2-3 น้ำ



5.) นำไปบดประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เป็นชิ้นเล็กๆ ถ้าต้องการเพิ่มสี ให้ใส่สีเลย ถ้าไม่ให้สีตกต้องนำไปต้มใส่เกลือ



6.) นำไปอบเอาน้ำออก แล้วนำไปชั่งเพื่อที่จะนำไปใส่แผ่นเฟรม
แผ่นบางใช้ 200-250 กรัม
แผ่นหนาใช้ 300-400 กรัม
แผ่นเฟรมกว้าง 50 ซม.ยาว 80 ซม.


7.) หากตกแต่ง ให้ใส่กลีบดอกไม้ เศษหญ้า ใส่แผ่นเฟรมแผ่นแรกให้ติดเฟรม 15 นาที แล้วนำไปตากแดด 3-4 ชั่วโมง